ส่วนที่ 2: บันทึกการเดินทาง

การปฏิวัติทางเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงสนามบินและประสบการณ์ระหว่างเที่ยวบินในทศวรรษที่ 2020 และหลังจากนั้นอย่างไร

แท็กซี่ Google มารับ TOM

สนามบินแห่งอนาคต: เขตนอกการบินและการออกเดินทางที่สะดวกราบรื่น

แท็กซี่ Google กำลังรอรับ TOM (Traveller of the Millennium) อยู่หน้าบ้านของเขา แต่มันแทบจะไม่เหมือนกับแท็กซี่ในยุคปีค.ศ. 2014 เลยแม้แต่น้อย

มันมีบริการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ต ที่ควบคุมด้วยท่าทางและเสียงผ่านหน้าจอ 3 มิติช่วยให้เขาสามารถ Skype คุยกับครอบครัวและเพื่อนในระหว่างเดินทางได้ การเดินทางไปสนามบินในช่วงเวลา 16.00 น. ไม่เคยทำให้สบายใจเท่านี้มาก่อนเลย

เมื่อถึงสนามบิน ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สำคัญ จึงไม่จำเป็นต้องเข้าคิวเช็คอิน และไม่จำเป็นต้องมีเคาน์เตอร์เช็คอินอีกต่อไป TOM สามารถนำกระเป๋าไปวางไว้ที่จุดบริการอัตโนมัติ ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วอาคารผู้โดยสาร และเช็คอินด้วยคำสั่งเสียงผ่านอุปกรณ์อัจฉริยะเชิงประดิษฐ์ หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชนิดสวมใส่ของเขา

TOM วางกระเป๋าลงขณะสั่งอาหาร

กลุ่มคนวงในของอุตสาหกรรมการบินชั้นนำจำนวนมากต่างมองว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่เป็นไปได้อย่างมากภายในปีค.ศ. 2025 เทคโนโลยีบริการตัวเองอัตโนมัติ ควบคุมด้วยสมาร์ทโฟนจะช่วยให้นักเดินทางสามารถนำกระเป๋าไปวางได้ที่ร้าน McDonaldหรือเช็คอินไปพร้อมๆ กับการซื้อกาแฟที่ Starbucks นายแพทริก เยือง (Patrick Yeung)

CEO ของ Dragonair กล่าว

อันที่จริงแล้ว ในวันนี้จุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้น ได้ถูกนำมาใช้แล้วในสนามบิน สายการบิน British Airways และ Microsoft กำลังร่วมกันทดสอบแท็กกระเป๋าดิจิตอลเฉพาะบุคคล แบบเปิดใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งจะทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้แท็กกระดาษ ตั๋วเครื่องบิน และบัตรขึ้นเครื่องบินอีกต่อไป

แท็กดิจิตอลล่วงหน้า โดยป้อนข้อมูลรายละเอียดเที่ยวบิน

คุณสามารถกำหนดแท็กดิจิตอลนี้ล่วงหน้า โดยป้อนข้อมูลรายละเอียดเที่ยวบิน และข้อมูลปลายทางสัมภาระไว้ เทคโนโลยี Near Field Communications จะช่วยให้สามารถสแกนและจัดส่งได้อย่างรวดเร็ว

และเทคโนโลยีเดียวกันนี้ยังช่วยให้ TOM สามารถติดตามกระเป๋าของตนเอง ระบุตำแหน่งที่แน่นอนของสัมภาระบนสายพานหมุน หรือช่วยให้เขาสามารถมองกระเป๋าของตนเองในมุมมองจากด้านบน ระหว่างที่กำลังขนย้ายจากส่วนหนึ่งของสนามบินไปยังอีกส่วนหนึ่งได้อีกด้วย

มาร์ติน เรย์มอนด์ (Martin Raymond) ผู้ร่วมก่อตั้ง The Future Laboratory กล่าว “นี่เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของภูเขาน้ำแข็งเทคโนโลยีอันน่าทึ่งเท่านั้น”

สมาร์ทแท็บเล็ตสำหรับเช็คอินที่สนามบิน

เรย์มอนด์ (Raymond) กล่าวต่อว่าทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่าระบบการแท็กจะเชื่อมโยงโทรศัพท์ โรงแรม บ้าน หรือกระเป๋าเดินทางของคุณเข้ากับอุปกรณ์เครื่องเดียวกัน เพื่อที่คุณจะได้รู้ว่าเครื่องอาบน้ำของคุณหมด ตู้เย็นของคุณจะรู้ว่าเมื่อใดที่ควรสั่งซื้ออาหารทั่วไป ในขณะที่เครื่องซักผ้าของคุณจะเตรียมปรับการตั้งค่าโหลดประหยัดพลังงาน ให้เหมาะสมกับปริมาณเสื้อผ้าสกปรกที่มากผิดปกติจากการอาบแดดซึ่งคุณกำลังจะนำติดตัวกลับบ้าน

อย่างไรก็ตามการติดแท็กแบบอัจฉริยะยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางเท่านั้น ขณะนี้โครงการ Fast Travel ของ All Nippon Airways ได้เริ่มต้นนำเอาสมาร์ทแท็บเล็ตมาใช้แล้ว ซึ่งจะช่วยให้นักเดินทางที่มีแท็บเล็ตสามารถเช็คอินได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที พร้อมให้คำแนะนำในการดำเนินการขั้นตอนการรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงประตูขึ้นเครื่อง

ที่ที่สนามบินฮีทโธว์ (Heathrow) และแฟรงเฟริต์ (Frankfurt) ได้มีการติดตั้ง iQueue ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบด้วยระบบบลูธูทเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้โดยสาร และลดปัญหาคอขวดโดยจะคอยติดตามคิว เวลาที่ดำเนินการ ควบคุมการเข้าถึงและบริการที่เกี่ยวข้อง

ผู้เชี่ยวชาญของเรากล่าวว่า ในอนาคตหลังจากที่ระบบลักษณะนี้ผ่านการทดสอบแล้ว ผู้โดยสารจะสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จัดเก็บผ่านแอพ และใช้ข้อมูลเชิงลึกซึ่งรวบรวมไว้เพื่อเร่งความเร็วในการเดินทางของพวกเขาเอง

TOM กำลังเช็คอินที่ตู้เช็คอินด้วยตัวเอง

ที่สนามบินอินชอน (Incheon) ในกรุงโซล (Seoul) ประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) ตู้เช็คอินด้วยตัวเองช่วยให้ผู้โดยสารแปดสายการบินหลัก สามารถเช็คอินได้ภายในสามนาที ในอนาคตอันใกล้นี้จะมีการนำเอาระบบการตรวจคนเข้าเมืองแบบชีวภาพมาใช้ในการเดินทาง โดยอาศัยการจำแนกใบหน้า และบัตรขึ้นเครื่องจะถูกยกเลิก เมื่อมีการใช้หนังสือเดินทางที่ใช้เครื่องอ่านค่าได้

ผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจนี้หลายๆ รายเห็นว่าพัฒนาการเหล่านี้ยังเป็นเพียงขั้นแรกในกระบวนการ ซึ่งจะช่วยให้โครงสร้างพื้นฐานของสนามบินเป็นไปโดยอัตโนมัติ เพื่อความสะดวกสบายของ

TOM ดังที่ เกร็ก ฟอร์ดแฮม (Greg Fordham) กรรมการผู้จัดการของ Airbiz กล่าวไว้ว่า ภายในห้าปี จะไม่จำเป็นต้องใช้เจ้าหน้าที่ในอาคารผู้โดยสารอีกต่อไป

เนื่องจากระบบการเดินทางที่สนามบินแบบอัตโนมัติครบวงจรจะคอยอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสาร เป็นผู้ควบคุมทุกอย่างโดยมีทีมงานที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่สนามบินที่สามารถพูด ได้หลายภาษา และมีทักษะที่หลากหลาย คอยมุ่งเน้นไปที่การให้ความช่วยเหลือผู้ที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือแทน

กระบวนการอัตโนมัติและกระบวนการบริการตนเอง จะทำให้แทบไม่ต้องมีการเข้าคิวอีกต่อไป และเมื่อนักเดินทางแต่ละคนดำเนินการด้วยตนเองในพื้นที่ส่วนกลาง การเดินทางในสนามบินก็จะใช้เวลาน้อยลง

ประตูตรวจสอบความปลอดภัยจะเป็นส่วนที่ TOM จะได้รับเวลาอันล้ำค่าคืนกลับมามากที่สุด คิวที่ยาวเหยียดและเครื่องเอ็กซเรย์ในปีค.ศ. 2014 จะเป็นส่วนหนึ่งของอดีตที่หายสาบสูญไป โดยไม่มีใครนึกเสียดาย

หลายๆ เทคโนโลยีเหล่านี้ อยู่ในขั้นตอนเตรียมการเพื่อนำมาใช้แล้วที่ T4 ของสนามบินชางงี (Changi) ของสิงคโปร์ ซึ่งมีกำหนดการเปิดตัวในปีค.ศ. 2017ระบบการสแกนชีวภาพ การเช็คอินแบบบริการตนเอง และการผ่านขึ้นเครื่องแบบดิจิตอลผ่านมือถือทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนของนวัตกรรมพื้นฐานที่วางแผนไว้ พร้อมทั้งผู้ช่วยตอบคำถามแบบเสมือนจริง โดยที่คุณสามารถสแกนเพื่อซื้อและสินค้าจะถูกจัดส่งไปที่บ้านของคุณโดยไม่จำเป็นต้องถือขึ้นเครื่องไปด้วย

ผู้โดยสารและสัมภาระจะถูกเอ็กซเรย์ด้วยเครื่องสแกนระดับ โมเลกุลด้วยเลเซอร์รุ่นใหม่ในบริเวณพื้นที่ตรวจสอบความปลอดภัย

“การ์ดข้อมูลชีวภาพจะแทนที่หนังสือเดินทาง โดยทำหน้าที่ระบุตัวตนนักเดินทางได้อย่างถูกต้อง 100% มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยต่ำและช่วยให้ผู้โดยสารสามารถผ่านด่านรักษาความปลอดภัยได้อย่าง รวดเร็ว ช่วยประหยัดเวลาได้มากในระหว่างการเปลี่ยนเครื่องและขึ้นเครื่อง” ดอกเตอร์เอียน โยแมน (Dr Ian Yeoman) กล่าว

ในลักษณะเดียวกันนี้ จะมีการใช้ซอฟต์แวร์จำแนกใบหน้าเพื่อตรวจสอบการแสดงอารมณ์บนใบหน้าหรือการเคลื่อนไหวของร่างกายที่จะช่วยให้คำแนะนำผู้โดยสารที่เดินทางพร้อมกับเด็กๆ ซึ่งกำลังเครียดมาก (เพื่อช่วยเร่งความเร็วในการดำเนินการ) นักเดินทางที่อาจขนสินค้าผิดกฎหมาย (เพื่อการสอบสวนเพิ่มเติม) หรือผู้ที่มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการรักษาความปลอดภัยในสนามบินหรือบนเครื่องบิน

ผู้โดยสารและสัมภาระจะถูกเอ็กซเรย์ด้วยเครื่องสแกนระดับ โมเลกุลด้วยเลเซอร์รุ่นใหม่ในบริเวณพื้นที่ตรวจสอบความปลอดภัย

จะไม่มีความจำเป็นต้องเอ็กซเรย์สัมภาระให้ยุ่งยากอีกต่อไปโดยจะมีเครื่องสแกนระดับโมเลกุลด้วย เลเซอร์รุ่นใหม่ ที่จะตรวจสอบทั้งตัวผู้โดยสารและสัมภาระได้ภายในเสี้ยววินาที ในขณะที่เดินผ่านพื้นที่ตรวจสอบความปลอดภัยได้โดยไม่ต้องหยุด

ในปัจจุบันเครื่องสแกนร่างกายระดับโมเลกุลด้วยเลเซอร์ของ Genia Photonics ซึ่งอยู่ในระหว่างการเริ่มต้นใช้งานโดยกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐอเมริกา เป็นเครื่องสแกนที่เร็วกว่าเครื่องสแกนที่ใช้งานอยู่ทั่วไปถึง 10 ล้านเท่า และสามารถปฏิบัติงานได้จากระยะไกลถึง 50 เมตร ทำให้สามารถสแกนผู้โดยสารทั้งหมดไม่ใช่แค่บางกลุ่ม

Time Tower ของสนามบินลอส แอนเจลิส (Los Angeles Airport)

สนามบินแห่งอนาคต: เขตการบินและกำเนิด Aerovilles

หลังจากเดินสบายๆ ผ่านการเช็คอินและการตรวจสอบความปลอดภัยรุ่นปีค.ศ. 2024 ที่ไร้ซึ่งความเครียดใดๆ แล้ว TOM จะสามารถผ่อนคลายและเพลิดเพลินไปกับห้องโถงผู้โดยสารขาออก ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่ได้รับการออกแบบมาอย่างชาญฉลาด เพื่อช่วยให้การรอขึ้นเครื่องเป็นส่วนสำคัญ และเป็นส่วนที่ช่วยสร้างความพึงพอใจให้กับประสบการณ์วันหยุดพักผ่อน

ดังที่เมลิสซา ไวเกล (Melissa Weigel) ผู้อำนวยการอาวุโสด้านมัลติมีเดียของ Moment Factory สตูดิโอออกแบบสภาพแวดล้อมแบบมัลติมีเดีย ที่เพิ่งจะทำหน้าที่ปรับโฉมอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศของสนามบินลอส แอนเจลิส (Los Angeles Airport) ไปเมื่อเร็วๆ นี้กล่าว“ในปัจจุบันการไปสนามบินให้ความรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เราต้องเสียไปให้กับการเดินทาง เป็นที่ซึ่งเราต้องไปติดแหงกและอยากจะไปให้พ้นโดยเร็วที่สุด”“ในอนาคตอันใกล้ สนามบินจะกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ของประสบการณ์การเดินทางเป็นสถานที่ซึ่งเราจะใช้เวลาเพื่อความเพลิดเพลิน”

Moment Factory ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังจากการผลิตสื่อวิดีโอที่ฉายบนจอพื้นหลังในงาน 2012 World Tour ของมาดอนน่า (Madonna) และ Super Bowl show จะเป็นผู้จัดเตรียมมัลติมีเดียและเนื้อหาเชิงโต้ตอบเพื่อฉายบนหน้าจอ LED ยักษ์เจ็ดเครื่อง ซึ่งจะติดตั้งไว้ตามตำแหน่งเชิงกลยุทธ์รอบๆ อาคารผู้โดยสารจุดโดดเด่นที่เป็นศูนย์กลางคือ Time Tower สี่ด้านขนาด 72 ฟุต ซึ่งติดล้อมรอบลิฟต์หลักตัวหนึ่งของอาคารผู้โดยสาร คุณลักษณะที่เด่นที่สุดคือ ภาพลวงตา ซึ่งจะค่อยๆ เลื่อนเปลี่ยนระหว่างวิดีโอต่างๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ Hollywood สมัยอดีต “เราพยายามมองว่ามันเป็นการบอกเล่าเรื่องราวของลอสแองเจลิส (Los Angeles)” ไวเกล (Weigel) กล่าว

TOM กำลังมองผลงานศิลปะของชาวดัตช์ที่ตั้งจัดแสดงอยู่ที่ สนามบินสนิพฮอล (Schiphol Airport) ของอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam)

ป้ายโฆษณาเหล่านี้จะไม่มีโฆษณา ส่วนติดตั้งเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยสร้างความผ่อนคลายและความสงบ แทนที่จะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้บริโภค

หลังจากที่สนามบินถูกมองว่าเป็นพื้นที่สำหรับการเดินทางที่ไม่น่าสนใจมาอย่างยาวนาน ในปัจจุบันสนามบินได้กลายเป็นบางส่วนของสถานที่ที่ดีที่สุดในโลกในการชมงานศิลปะ

สนามบินชางงี (Changi) ของสิงคโปร์ (Singapore) มีประติมากรรมขยับได้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ Kinetic Rain นอกจากนี้สนามบินสนิพฮอล (Schiphol Airport) ของอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) ก็มีการจัดแสดงผลงานชิ้นเอกของชาวดัตช์ ซึ่งขอยืมมาจากพิพิธภัณฑ์ Rijksmuseumสำหรับมาเรี่ยน วิทออฟ (Marion Witthøfft) หัวหน้าความเป็นเลิศทางพาณิชย์ของสนามบินโคเปนเฮเกน (Copenhagen Airport) การเปลี่ยนแปลงในเชิงศิลปะของสนามบินหลายๆ แหล่ง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งเกิดขึ้นจากความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นของผู้โดยสาร

Witthøfft ต้องการให้สนามบินของเธอมอบช่วงเวลาต้องมนต์ให้ในยามที่ผู้โดยสารพบเห็น และเพลิดเพลินไปกับสิ่งที่พวกเขาไม่ได้คาดหวังไว้จากสนามบิน เธอกล่าวชื่นชมในความสำเร็จของ Moment Factory ที่สนามบินลอสแองเจลิส “นั่นคือสิ่งที่ฉันเรียกว่าช่วงเวลาต้องมนต์”

TOM อยู่ที่ระเบียงกลางแจ้งของสนามบิน

ความปรารถนาในการมีอาคารที่ใหญ่โตและเปิดโล่ง เป็นการสื่อสารถึงการออกแบบของ Aerovilles ที่แปลกใหม่และเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วโลกและจะกลายเป็นกระแสหลักของประสบการณ์การใช้บริการสนามบินในปีค.ศ. 2024

สนามบินชางงี (Changi) ของสิงคโปร์ (Singapore) มีหลังคาแบบปีกผีเสื้อ สวนแนวตั้งห้าชั้น น้ำตก โรงภาพยนตร์สี่แห่ง และสระว่ายน้ำบนชั้นดาดฟ้า ในปัจจุบันสนามบินอีกหลายแห่งเริ่มมีการติดตั้งระบบระบายอากาศและระเบียงกลางแจ้ง ซึ่งจะช่วยให้นักเดินทางสามารถรับอากาศสดชื่นได้ เนื่องจากมีผลการวิจัยที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่นักเดินทางทั่วโลกให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จากการสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้โดย Skyscanner พบว่า 43% ของผู้โดยสาร อยากให้มีสวนกลางแจ้งหรือชายหาดอยู่ภายในสนามบิน

สนามบินนานาชาติในประเทศคูเวต (Kuwait International Airport) ซึ่งมีกำหนดการเปิดตัวในปีค.ศ. 2016 จะกลายเป็นผู้นำแห่งแรกของโลก ที่มีอาคารผู้โดยสารผู้โดยสารที่ได้รับการรับรองระดับโกลด์ ด้านการออกแบบเพื่อประหยัดพลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (LEED) พร้อมน้ำตกภายในที่ช่วยคลายร้อน และล้อมรอบด้วยสวนแบบโอเอซิส

ภายในสนามบินแห่งอนาคตของเรา มาร์ติน เรย์มอนด์ (Martin Raymond) แห่ง The Future Laboratory กล่าวว่า จอแสดงผลแบบโต้ตอบ สภาพแวดล้อมที่ชวนให้ผ่อนคลาย การใช้ระบบฉายภาพแบบนำทาง หรือภาพซ้อนทับแบบเสมือนจริง ซึ่งช่วยให้ผู้โดยสารแต่ละคน สามารถตรวจสอบเส้นทางของตนเองภายในอาคารผู้โดยสารสนามบินได้ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า Experiums พื้นที่ต่างๆ เช่น บริเวณร้านค้าปลีก พื้นที่ส่วนกลาง และห้างสรรพสินค้า ซึ่งจะมีการใช้ข้อมูลภาพ เทคโนโลยีการนำทาง RFID และการแท็กภาคพื้นดินร่วมกัน เพื่อเปลี่ยนการเดินทางบนพื้นดิน หรือพื้นที่รอขึ้นเครื่องให้กลายเป็นบริเวณซึ่งเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ ชวนให้ผ่อนคลาย และมีการบรรยายในเชิงโต้ตอบ

TOM กำลังเลือกซื้อของผ่านผนังเลือกซื้อสินค้าเสมือน

ประสบการณ์เลือกซื้อสินค้าและการรับประทานอาหาร จะถูกแปลงโฉมในปีค.ศ 2024 ด้วยการบรรจบกันของ Transtailing รูปแบบใหม่ของร้านค้าปลีกในสนามบิน ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเทคนิคการค้าปลีกแบบมีหน้าร้านจริงและการค้าปลีกแบบดิจิตอล เรียกว่า Phygital

การจัดแสดงหน้าร้านเมื่อเร็วๆ นี้ของร้านค้าปลีกอุปกรณ์กีฬา Adidasและผู้ค้าปลีกสินค้าแฟชั่นของสหรัฐอเมริกา Forever 21 ช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้ด้วยการชี้สมาร์ทโฟนไปที่สินค้า สามารถใช้เป็นตัวอย่างในการอธิบายถึงสิ่งที่จะนำมาใช้กับการจำหน่าย อาหารและร้านค้าปลีกที่สนามบินได้เป็นอย่างดี แต่ลองจินตนาการถึงการจัดแสดงสิ่งต่างๆ ด้วยภาพเสมือนหรือการเพิ่มอินเตอร์เฟซ ระบบสัมผัส หรือถุงมือสัมผัสลงในการจัดแสดงดังกล่าว เหมือนกับที่นักวิจัยกำลังใช้เพื่อการพัฒนาระบบสัมผัสในวงการเกม แล้วลองเพิ่มเทคโนโลยี สามารถสร้างกลิ่นจากตำแหน่งเฉพาะภายในผลิตภัณฑ์ ซึ่งคุณคาดหวังว่าจะลองดมเช่น กลิ่นของหนังจากบริเวณหลังเท้า หรือด้านในของกระเป๋าถือปลอดภาษี และคุณจะเริ่มเข้าใจว่าเพราะเหตุใดการทดลองที่ยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องกลิ่นเสมือนที่ University of Agriculture and Technology ของกรุงโตเกียว (Tokyo) จึงได้รับความสนใจจากนักวิจัยที่ต้องการพัฒนาประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้าแบบเสมือน ให้มีความน่าตื่นตาตื่นใจและเหลือเชื่อมากยิ่งขึ้น

หน้าจอแสดงกลิ่นของทีมงานซึ่งมีการนำไปจัดแสดงในการสัมมนา IEEE Virtual Reality 2013 ที่ออร์แลนโด (Orlando) ฟลอริดา (Florida)สามารถสร้างกลิ่นที่คล้ายกับกลิ่นที่กระจายออกมาจากบริเวณเฉพาะต่างๆ ของหน้าจอได้ แต่ในอนาคต นักวิจัยกล่าวว่าส่วนนี้อาจสามารถทำงานได้จากหน้าต่างหน้าร้านค้าหรือผนังสำหรับเลือกซื้อสินค้าแบบดิจิตอล

ผนังร้านขายของชำเสมือนของเทสโก้ (Tesco) ซึ่งมีการทดสอบการทำงานครั้งแรกที่สถานีรถไฟใต้ดิน และสถานีรถประจำทางในเกาหลีใต้ (South Korea) ก่อนที่จะถูกนำไปใช้ในสนามบินแกตวิค (Gatwick Airport) ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ร้านค้าปลีกในสนามบินเดลี(New Delhi Airport) ของอินเดีย (India) ทำตาม ที่นี่ลูกค้าสามารถสแกนรหัส QR บนสมาร์ทโฟนของตนเองเพื่อซื้อสินค้าหรูหราต่างๆ เช่น น้ำหอม เครื่องเพชร กล้องถ่ายรูป และสมาร์ทโฟนได้ และยังมีการทดสอบโครงการที่คล้ายกันนี้ในแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt) และในเลาจน์ผู้โดยสารขาออกภายในประเทศ ในสนามบินและอาคารผู้โดยสารในเมืองระดับรองๆ หลายแห่งของจีน (China)

สตูดิโอที่อาศัยหลายๆ หลักปฏิบัติเช่น Think Big Factory กำลังเสนอว่าในอนาคตอันใกล้ พื้นที่ขนาดใหญ่ทั้งหมด เช่น ผนังและพื้นของเลาจน์ผู้โดยสารขาออกในสนามบิน ก็สามารถกลายเป็นส่วนที่มีการโต้ตอบได้ทั้งหมด

TOM จะเดินทางภายใต้สภาพแวดล้อมที่สามารถใช้ซอฟต์แวร์โต้ตอบ ในการสั่งซื้ออาหารหรือสินค้าด้วยการโบกมือ หรือใช้คำสั่งเสียงง่ายๆ และมั่นใจว่าเขาจะได้รับมันอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของอาคารผู้โดยสาร

“ทุกวินาทีของการเดินทางในสนามบินจะมีคุณค่า เมื่อไม่ต้องเสียเวลาในการเข้าคิว ผู้โดยสารจะสามารถเพลิดเพลินไปกับอาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งสินค้าปลีกที่น่าสนใจได้มากยิ่งขึ้น”เกร็ก ฟอร์ดแฮม (Greg Fordham) แห่ง Airbiz กล่าว

“การใช้จ่ายของผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้น และพื้นที่เชิงพาณิชย์ของสนามบินจะถูกปรับโฉม เพื่อการมอบประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น”

TOM กำลังเล่นโยคะในในกระโจมเสมือนที่สนามบิน

ผ่อนคลายหลังจากเล่นโยคะสั้นๆ ในกระโจมเสมือน และว่ายน้ำในสระไร้ขอบที่ล้อมรอบด้วยทิวทัศน์หมู่เกาะที่เขาเลือกเอง TOM สั่งให้อุปกรณ์อัจฉริยะเชิงประดิษฐ์หรือปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ชนิดสวมใส่ของเขาเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่เขาซื้อเป็นประจำ ผ่านผนังเลือกซื้อสินค้าเสมือนที่อยู่ใกล้ๆ สินค้าของเขาจะถูกจัดส่งล่วงหน้าไปที่บ้าน ก่อนที่เขาจะกลับไปถึง

TOM กำลังเล่นโยคะในในกระโจมเสมือนที่สนามบิน

เขาบอกกับคู่หูนักเดินทางเสมือนว่าเขารู้สึกกระหายน้ำเล็กน้อย อุปกรณ์อัจฉริยะจึงสั่งสมูธตี้เมนูโปรดให้มาส่งยังที่นั่งของนักเดินทาง ซึ่งสามารถปรับรูปแบบให้พอดีกับสรีระของเขา และเขายังได้รับการขับกล่อมด้วยเสียงของน้ำตกและเสียงนกร้องเพลง ท่ามกลางห้องโถงป่าของอาคารผู้โดยสาร

ที่เหลือก็เพียงแค่ผ่อนคลายตามใจชอบ จนกว่าซอฟต์แวร์ของสนามบินจะแจ้งว่าเขาสามารถขึ้นเครื่องในเที่ยวบินของเขาได้แล้ว

โฮโลแกรม 3 มิติ  ของสมาชิกคนหนึ่งที่เป็นเจ้าหน้าที่สนามบินได้แจ้งว่าเที่ยวบิน ของเขาพร้อมให้ขึ้นเครื่องแล้ว

เที่ยวบินแห่งอนาคต

TOM ตื่นจากการงีบหลับเพื่อผ่อนคลาย โฮโลแกรม 3 มิติของสมาชิกคนหนึ่งที่เป็นเจ้าหน้าที่สนามบิน ซึ่งฉายผ่านซอฟต์แวร์ชนิดฝังของอาคารผู้โดยสารปรากฏขึ้นที่ด้านข้างของเขา เพื่อแจ้งว่าเที่ยวบินของเขาพร้อมให้ขึ้นเครื่องแล้ว

โฮโลแกรมอื่นๆ จะถูกป้อนลงในแผนการเดินทางของเขาโดยอัตโนมัติผ่านอุปกรณ์สวมใส่ของเขา ซึ่งจะช่วยนำทางเขาจากที่นั่งพักผ่อนในป่า ผ่านอาคารผู้โดยสารไปจนถึงประตูขึ้นเครื่อง

นี่คือเหตุการณ์จำลองการเดินทางในปีค.ศ.2024 ซึ่งสร้างขึ้นโดยตรงจากเทคโนโลยีสนามบินที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ในปัจจุบัน จะมีการติดตั้งผู้เชี่ยวชาญการรักษาความปลอดภัยแบบโฮโลกราฟิกไว้ เพื่อให้คำแนะนำผู้โดยสารเกี่ยวกับข้อจำกัดการรักษาความปลอดภัยแบบตามเวลาจริง เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องเข้าคิวและความล่าช้าที่มักเกิดขึ้นจากการต้องหยุดเพื่อทำการค้นหาหลายๆ ครั้ง

ขณะนี้มีการเริ่มต้นใช้งานระบบให้คำแนะนำส่วนบุคคลแล้ว ที่สนามบินโคเปนเฮเกน (Copenhagen) จะมีแอพสมาร์ทโฟน สำหรับนำทาง คอยแนะนำผู้ใช้แต่ละรายเกี่ยวกับเส้นทางที่เร็วที่สุดและง่ายที่สุด จากทุกส่วนในสนามบินไปยังประตูผู้โดยสารขาออก

TOM อยู่บนเครื่องบิน ซึ่งสามารถสนทนาแบบ 3 มิติกับเพื่อนและครอบครัวของเขาที่บ้านได้

ในทศวรรษต่อไป เทคโนโลยีที่ฝังอยู่ในสนามบินจะช่วยค้นหาที่จอดรถที่ว่างอยู่ ระบุคิวเช็คอินและด่านตรวจสอบความปลอดภัยที่สั้นที่สุด ติดตามสัมภาระ ลงทะเบียนและชำระค่าสินค้าระหว่างเดินทาง พร้อมทั้งจองแท็กซี่ ณ สนามบินปลายทาง ตามข้อมูลจาก รายงานด้านการเดินทางและนวัตกรรมล่าสุดของ World Travel Marketเมื่อไม่จำเป็นต้องใช้บัตรขึ้นเครื่องบินและไม่จำเป็นต้องตรวจสอบหนังสือเดินทางอีกต่อไป เนื่องจากการใช้ซอฟต์แวร์เช็คอินระบบดิจิตอลและชีวภาพของสนามบิน TOM จึงสามารถเดินทอดน่องขึ้นเครื่องได้อย่างสบายใจ

ห้องโดยสารและที่นั่งที่รอคอยเขาอยู่นั้น ถูกเปลี่ยนโฉมไปจนแตกต่างจากในทศวรรษที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง ที่นั่งของเขาสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองด้วยโครงสร้างแบบโฟม เพื่อให้พอดีกับสรีระของเขา และจะจดจำรูปแบบเอาไว้ ไฟห้องโดยสารอัจฉริยะขนาดเล็กของเขาถูกออกแบบมาเพื่อให้ไม่รู้สึกถึงอาการเจ็ทแลก โดยการใช้แสงที่ช่วยสร้างเมลาโทนิน ฮอร์โมนที่ช่วยในการนอนหลับ ซึ่งเป็นการทำงานลักษณะเดียวกับอุปกรณ์วางหัวนอน Withings Aura รุ่นล่าสุด

ภายในที่นั่งยังมีอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิส่วนบุคคลพร้อมฮับสื่อสารและความบันเทิงแบบโฮโลกราฟิก ซึ่งช่วยให้ TOM สามารถสนทนาแบบ 3 มิติกับเพื่อนและครอบครัวของเขาที่บ้าน หรือชมภาพยนตร์และฟังเพลงที่เขาต้องการได้้

อุปกรณ์ตัดคลื่นเสียงโซนิคที่ฝังในพนักพิงที่นั่งของเขา จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้โดยสารคนอื่นได้ยินการสนทนาของเขา ในขณะที่ถุงมือระบบสัมผัสซึ่งมีเฉพาะชั้นธุรกิจขึ้นไป จะช่วยให้เขาสามารถลูบตัวลูกๆ ของเขา จุมพิตภรรยาของเขา หรือจับมือกับเพื่อนร่วมงานในแวดวงธุรกิจ สัมผัสแรงกดจากการสัมผัส หรือแรงบีบของอีกฝ่ายได้ตามเวลาจริง

TOM อยู่บนเครื่องบิน ซึ่งสามารถสนทนาแบบ 3 มิติกับเพื่อนและครอบครัวของเขาที่บ้านได้

“เรามีเทคโนโลยีเหล่านี้อยู่แล้ว” มาร์ติน เรย์มอนด์ (Martin Raymond) กล่าว และในงานแสดงต่างๆ เช่น Consumer Electronics Show 2014 ที่ลาสเวกัส (Las Vegas) คุณก็จะได้เห็นอุปกรณ์เหล่านี้ในรุ่นที่สองและรุ่นที่สาม ซึ่งในปัจจุบันมีราคาแพงมาก แต่คาดว่าราคาจะลดลงเมื่อวางจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด

ดังนั้นภายในหนึ่งทศวรรษ เมื่อมีผู้โดยสารต้องการความบันเทิงระหว่างเที่ยวบินเป็นของตัวเพิ่มมากขึ้น สายการบินต่างๆ จะต้องพยายามแสวงหาเทคโนโลยีเบี่ยงเบนความสนใจที่แปลกใหม่ขึ้นและผ่อนคลายยิ่งขึ้น

รูปแบบของเครื่องบินในอนาคต

เช่นเดียวกัน ห้องโดยสารจะถูกแบ่งเป็นโซนต่างๆ เพื่อรองรับผู้ที่ต้องการผ่อนคลาย เข้าสังคมกับผู้โดยสารคนอื่นๆ หรือรับประทานอาหารที่สั่งผ่านพนักงานบริการบนเครื่อง ที่ติดตั้งอุปกรณ์พกพาอัจฉริยะไว้ และทราบดีถึงความต้องการเฉพาะตัวนักเดินทางแต่ละคน

นี่คือการแปลงสภาพที่น่าตกใจซึ่งมีรากฐานมาจากพัฒนาการด้านเทคโนโลยีการบินและความต้องการ ของผู้โดยสาร ซึ่งเราสามารถเห็นได้จากในปัจจุบัน จากการวิจัยผู้บริโภคของ Skyscanner พบว่าห้องนอนบนเครื่องบินในลักษณะแคปซูล เป็นที่ต้องการของผู้โดยสารอย่างมาก บ่งบอกถึง ถึงความต้องการในการออกแบบเครื่องบินใหม่ทั้งหมด เพื่อให้การนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่เป็นส่วนหนึ่งในแพ็คเกจมาตรฐาน

และความต้องการที่รวบรวมขึ้นมานี้เองที่ผลักดันให้ Airbus ออกแบบแนวคิดห้องโดยสารที่จะไม่มีการแบ่งชั้นเฟิร์สคลาส ชั้นธุรกิจ และชั้นประหยัดอีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนเป็นโซนต่างๆ ที่นักเดินทางสามารถผ่อนคลาย เล่นเกม พบปะกับเพื่อนผู้โดยสาร และสนทนากับเพื่อนๆ ครอบครัว และเพื่อนร่วมงานที่อยู่บนพื้นดินได้

เปลี่ยนจากที่นั่งหนึ่งแบบสำหรับนักเดินทางทุกคนที่นั่งที่ปรับเปลี่ยนได้ด้วยคอมพิวเตอร์จะมอบความสบายและรองรับผู้โดยสารที่อ้วนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกันนี้ Fraunhofer องค์กรวิจัยสัญชาติเยอรมนี ได้พัฒนาที่นั่งซึ่งมีระบบควบคุมอุณหภูมิในตัว ที่ผู้โดยสารแต่ละคนสามารถควบคุมได้ ในขณะที่ที่ปรึกษาด้านการออกแบบทางการบิน แคทเธอรีน บาร์เบอร์(Catherine Barber) คาดการณ์ว่าระบบไฟอัจฉริยะในห้องโดยสาร จะช่วยให้เจ็ตแลกกลายเป็นเพียงเรื่องในอดีตของช่วงปีค.ศ 2020 ในขณะที่เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ต่างๆบนเครื่องจะทำความสะอาดและซ่อมแซมตัวเองได้ เนื่องจากเทคโนโลยีการเคลือบสีและการสมานพื้นผิวของแอร์บัส

TOM กำลังดื่มอยู่ที่บาร์บนเครื่องบินกับลุ่มผู้โดยสารอื่นๆ

การสื่อสารบนเครื่องจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากสำหรับผู้โดยสาร เมื่อสิ้นสุดทศวรรษนี้ การเชื่อมต่อสัญญาณ 5G รุ่นใหม่จะพร้อมใช้งานบนเครื่องบินในอนาคต ทำให้สามารถดาวน์โหลดที่ความเร็ว 100 Mb/วินาที ผ่านเครือข่ายบรอดแบนด์ดาวเทียมขั้นสูง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพ็คเกจมาตรฐาน ตามข้อมูลจากรายงานปีค.ศ. 2013 ของ World Economic Forum เรื่อง Connected World Transforming Travel, Transportation and Supply Chains

ดัดังนั้นที่นั่งแต่ละที่จะกลายเป็นห้องนั่งเล่นผสมผสานกับสำนักงานเสมือนแบบเคลื่อนที่ ซึ่งมีภาพยนตร์เพลง และข้อมูลมัลติมีเดียส่วนบุคคลโหลดไว้พร้อมล่วงหน้า ระบบโฮโลแกรมแบบ Skype จะช่วยให้สามารถสนทนาตามเวลาจริงกับผู้ที่ TOM สนิทสนมและให้ความสำคัญมากที่สุดได้

ไม่ว่าจะนั่งเอนกายอย่างสะดวกสบายในที่นั่งที่มีสัญญาณเชื่อมต่อความเร็วสูง พร้อมส่วนควบคุมอุณหภูมิ หรือเดินทอดน่องตามใจชอบในโซนต่างๆ ของห้องโดยสารบนเครื่องบิน TOM จะแทบไม่ทันสังเกตเลยว่าเวลาบนเที่ยวบินผ่านไปนานเท่าใด ในระหว่างการเดินทางอันน่าตื่นตาตื่นใจและเต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจไปยังจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ในปีค.ศ. 2024

TOM กำลังผ่อนคลายด้วยน้ำตกของสนามบิน

สรุป

ในช่วงกลางทศวรรษหน้า การเดินทางจากบ้านไปจนถึงที่นั่งบนเครื่องบิน จะแตกต่างจากประสบการณ์ที่สิ้นเปลืองเวลาและเคร่งเครียดในปีค.ศ. 2014 โดยสิ้นเชิง

การเดินไปยังสนามบินจะให้ความสะดวกสบายและให้ความรู้สึกในเชิงบวก เมื่อนักเดินทางของเราสามารถใช้เวลาไปกับการท่องเว็บ หรือสนทนากับเพื่อนและครอบครัวบนรถแท็กซี่ที่ติดตั้งเทคโนโลยีเสมือนจริง และเชื่อมต่อกับโลกไซเบอร์เอาไว้

เขาจะตื่นเต้นที่จะได้ไปถึงสนามบินซึ่งแปลงโฉมจากสถานีกักตัวระหว่างรอเดินทางในปัจจุบัน เป็น Aeroville อันหรูหรา พร้อมที่นั่งแบบปรับสภาพตามสรีระ ผนังเสมือนที่เลือกซื้อสินค้าได้ ภาพยนต์ 3 มิติสระว่ายน้ำบนดาดฟ้า และศูนย์โยคะที่ตั้งอยู่ท่ามกลางโถงป่า

เครื่องสแกนระดับโมเลกุล แท็กกระเป๋าดิจิตอล และเทคโนโลยีจำแนกใบหน้าและจอตา จะช่วยให้ไม่จำเป็นต้อง เข้าคิวที่ด่านรักษาความปลอดภัยและเคาน์เตอร์เช็คอิน สมาชิกเจ้าหน้าที่แบบโฮโลกราฟิกจะให้คำแนะนำนักเดินทางของเราอย่างราบรื่นจนถึงที่นั่ง ซึ่งสามารถปรับสภาพตามสรีระของผู้โดยสาร และมาพร้อมกับระบบมัลติมีเดีย 3 มิติและสัญญาณอินเทอร์เน็ตรวมอยู่ในแพ็คเกจมาตรฐาน

Scroll Down

การเดินทางในทศวรรษที่ 2020

ในการทำความเข้าใจการเดินทางในทศวรรษที่ 2020 ของเรานั้น จำเป็นที่จะต้องตระหนักและพิจารณาถึงเทคโนโลยี เศรษฐกิจและสังคมที่จะแปลงโฉมใหม่ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกในอีก10 ปีข้างหน้า

บางทีปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบในวงกว้างมากที่สุดในการทำงานคือการเติบโตของเทคโนโลยีไปสู่จุดอิ่มตัวในด้านดิจิตอล ในปีค.ศ. 2014 โลกเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องต่างๆ จะไม่เป็นเรื่องที่แปลกใหม่และน่าแปลกใจอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราทุกคน

ศูนย์สารสนเทศ China Internet Network Information Center รายงานว่า ในประเทศจีน ประชากร 464 ล้านคนหรือคิดเป็น 34.5% จากจำนวนประชากรทั้งหมดสามารถที่จะเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านเครื่องโทรศัพท์ที่เป็นแบบสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับ wireless ได้ นอกจากนี้ตามรายงานของสถาบันบรุกกิ้งส์ (Brookings Institution) ชนชั้นกลางในทวีปเอเชียซึ่งคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นสามเท่าหรือ 1.7 พันล้านคนในปีค.ศ. 2020 จะมีอำนาจในการใช้จ่ายที่จะก่อให้เกิดกระแสทางพฤติกรรมและทัศนคติใหม่ในการขับเคลื่อนโลกไปยังเทคโนโลยีดิจิตอล

โดยในปีค.ศ. 2024 การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือจะไม่สำคัญและโดดเด่นอีกต่อไปเปรียบเหมือนแสงไฟและเครื่องทำความร้อนในวันนี้ เนื่องจากเทคโนโลยีจะเข้ามาอยู่ในชีวิตของนักเดินทางทุกวันทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ทั้งนี้ ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (Cisco Systems) รายงานว่า ภายในปีค.ศ. 2020 จะมีอุปกรณ์เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ประมาณ 5 หมื่นล้านเครื่อง

พร้อมกันนี้ ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น เอเชีย อเมริกาใต้และแอฟริกา จะมีการความต้องการการท่องเที่ยวอย่างมาก เนื่องมาจากผู้บริโภคจะมีกำลังการซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

ตามรายงานของ Boston Consulting Group ในปีค.ศ.2030 ทวีปเอเชียซึ่งเป็นภูมิภาคที่เศรษฐกิจใหญ่และเจริญเติบโตมากที่สุดของโลกจะมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าหรือมีมูลค่ามากถึง 67 ล้านล้านยูเอสดอลลาร์ มากกว่าการคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของทวีปยุโรปและทวีปอเมริการวมกัน

การเดินทางนับล้านจากประเทศที่กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจได้นำไปสู่ยุคแห่งการเคลื่อนไหวไปทั่วโลกพร้อมกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก ดังนั้นความต้องการในการเดินทางและประสบการณ์จึงขยายตัวอย่างรวดเร็วในทศวรรษหน้า

สภาโลกการท่องเที่ยว (The World Travel & Tourism Council) คาดการณ์ว่า การเดินทางทั่วโลกในปีค.ศ. 2013 จะเติบโตขึ้น 3.2% แซงหน้าการคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของทั่วโลกซึ่งจะเติบโตที่ 2.4% ช่องว่างจะยิ่งเด่นชัดมากขึ้นในประเทศที่เกิดขึ้นใหม่ในปีค.ศ.2012 ขณะที่ประเทศจีนและแอฟริกาใต้แจ้งว่า การเจริญเติบโตของการท่องเที่ยวรายปีโตขึ้นที่ 7% และอินโดนีเซียรายงานว่าโตขึ้น 6%

การเงินที่คล่องตัวของประเทศกำลังเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็นสิ่งกระตุ้นการสั่นคลอนทางเศรษฐกิจที่จะสร้างทัศนคติของนักเดินทางใน Pruned Markets หรือตลาดที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้ชะลอตัวลงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจากภาระหนี้ก่อนวิกฤติและมาตรการรัดเข็มขัด

จากรายงาน IPK International’s Global Travel Trends ฉบับปีค.ศ. 2012-2013 รายงานว่า “จำนวนที่เพิ่มขึ้นของบรรดาประเทศที่ไม่สามารถจ่ายหนี้ ทำให้วิกฤตหนี้ยังหาทางออกไม่ได้และจะทำให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อพฤติกรรมการเดินทางที่เรียกว่า “การเดินทางขาลง” ในยุโรปตะวันตก แม้แต่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นก็ไม่ยกเว้น”

ปัจจัยสุดท้ายที่จะช่วยกำหนดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกในทศวรรษที่ 2020 คือ สังคม ซึ่งปัจจัยทางด้านประชากรศาสตร์นั้นยังต้องรอการคาดการณ์กันต่อไป เนื่องจากอัตราการเกิดและการตายของประชากรในปัจจุบันนั้นไม่อยู่ในอัตราที่สามารถคาดการณ์ได้

จากรายงานของสหประชาชาติ (UN) ศตวรรษที่ผ่านมา เราได้เห็นการลดลงของอัตราการตายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมนุษย์มีอายุขัยของโลกโดยรวมเพิ่มขึ้นจาก 47 ในค.ศ.1950-1955 เป็น 69 ในค.ศ.2005-2010

ในปีค.ศ.1950 จำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีจะมากกว่าผู้ใหญ่อายุมากกว่า 60 ปีถึงสองเท่า และภายในปี ค.ศ. 2050 กลุ่มผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีจะมีอายุมากกว่ากลุ่มเด็กในอัตรา 2:1

ดังนั้นในปีค.ศ.2024 นักเดินทางของเราจะเดินทางท่องโลก โดยนักเดินทางจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะมีความต้องการประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการถ่วงดุลกับการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังจากนักท่องเที่ยวในตลาด Pruned Markets ในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังฟื้นตัว

และนักเดินทางจะใช้เทคโนโลยีเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดทุกแง่มุมของการเดินทาง ตั้งแต่การค้นหาการจอง การเปลี่ยนพาหนะการเดินทาง และการบิน อย่างแนบเนียนโดยที่เขาไม่รู้ตัว




บทความที่เกี่ยวข้อง

ระเบียบวิธีวิจัย

รายงาน Skyscanner ฉบับนี้เป็นผลงานของทีมงานที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งประกอบไปด้วย บรรณาธิการ นักวิจัย และผู้สร้างเครือข่ายแห่งอนาคตรวม 56 คน ในเมืองนานาชาติหลัก เพื่อสร้างภาพโดยละเอียดเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาแบบพลิกโฉมในอีก 10 ปีข้างหน้า รวมทั้งปลายทางการท่องเที่ยวอันน่าตื่นเต้นใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดลักษณะของธุรกิจการท่องเที่ยวทั่วโลกในปีค.ศ. 2020 (พ.ศ. 2567)

ผู้เชี่ยวชาญ

เราได้ศึกษาเทคโนโลยีและพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยอาศัยความรู้ความชำนาญของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งได้แก่ นักอนาคตศาสตร์ แดเนียล เบอร์รัส ผู้แต่ง Technotrends: วิธีใช้เทคโนโลยีในการสร้างความได้เปรียบเหนือคู่ แข่งขัน (How to Use Technology to Go Beyond Your Competition) และนักอนาคตศาสตร์ด้านการเดินทางท่องเที่ยว ดอกเตอร์เอียน โยแมน

เรายังพิจารณาจากบทเรียนพื้นฐานซึ่งได้รับจากนักกลยุทธ์ดิจิตอล ดัลจิต สิงห์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านวิสัยทัศน์ของ Microsoft ประจำสหราชอาณาจักร เดฟ โคปลิน ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายสร้างสรรค์ของ Google Creative Lab สตีฟ วรานาคิส เควิน วอร์วิค ศาสตราจารย์ด้านไซเบอร์เนติก ณ Reading University และมาร์ติน เรย์มอนด์ ผู้ก่อตั้งร่วมของ The Future Laboratory และผู้ประพันธ์ CreATE The Tomorrow People และ The Trend Forecaster’s Handbook

นอกจากนี้ Skyscanner ยังได้ติดต่อผู้เชี่ยวชาญท่านต่างๆ ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านนี้ อาทิเช่น มาร์กาเร็ต ไรซ์-โจนส์ ประธาน กาเร็ธ วิลเลียมส์ CEO และผู้ก่อตั้งร่วม อลิสแตร์ ฮานน์ CTO ฟิลิป ฟิลิโปฟ หัวหน้าฝ่าย B2B นิค กุปตา ผู้อำนวยการโรงแรม และดั๊ก แคมป์เบลล์ ผู้จัดการด้านการตลาดผลิตภัณฑ์

ในขณะเดียวกัน เราได้ใช้เครือข่ายออนไลน์ของ The Future Laboratory, LSN Global เพื่อสนับสนุนการวิจัย รวมถึงค้นพบชุดรายงานประจำปีของ The Future Laboratory ซึ่งเป็นรายงานของ Futures ในด้านการเดินทาง เทคโนโลยี อาหาร และสถานบริการ




บทความที่เกี่ยวข้อง

ทรัพยากร


เสนอการท่องเที่ยวในอนาคตปีค.ศ.2024 - ส่วนที่ 2 PDF (2.5Mb)













บทความที่เกี่ยวข้อง

ติดต่อเรา

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงานนี้ โปรดติดต่อ:

แมรี่ พอร์เตอร์ (Mary Porter)

mary.porter@skyscanner.net

0131 252 5353


or

marketing@skyscanner.co.th

+65 3157 6128

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Skyscanner ที่ : www.skyscanner.co.th

พบกับเราได้ที่:




บทความที่เกี่ยวข้อง